บ้านของฉัน-Blastnest

posted on 02 Nov 2008 17:44 by sheandher


 

 

 

เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่า ตัวเองเป็นคนไร้ราก

 

ด้วยเพราะไม่มีความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ใดๆที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านของฉัน

 

ตอนเด็กๆ ที่แม่พาฉันกับพี่สาวเดินออกมาจากชีวิตพ่ออย่างถาวรนั้น

ฉันจำได้ว่า  แม่พาเรามาอยู่บ้านเช่าเล็กๆ ที่มีตากับยายเลี้ยงอยู่ด้วย

 

แม่มักจะออกไปทำงานในเวลากลางคืน และให้ตากับยายเป็นคนเลี้ยงฉันกับพี่สองคน

ส่วนเวลากลางวันนั้น ฉันจำไม่ค่อยได้ ว่าใช้เวลาอยู่กับแม่มากน้อยแค่ไหน

 

 

ฉันอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเป็นเวลาหลายปี  โดยมีความทรงจำเล็กๆน้อยๆติดตัวมาด้วย 

จนกระทั่งวันหนึ่ง ครอบครัวเราก็ต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

 

ฉันกับครอบครัว ย้ายไปยังบ้านอีกหลังนึง แต่คราวนี้มันไม่ใช่บ้านเป็นหลังแบบที่เคยอยู่

แต่เป็นตึกแถวสี่ชั้น นอกจากนั้น เรายังมีสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง

คือ คนรักของแม่ ซึ่งต่อมา ฉันกับพี่สาวเรียกเค้าว่า พ่อ  ก่อนที่หลังจากนั้นหลายปี

ฉันจะนึกเสียดายคำๆนี้ที่ใช้เรียกคนๆนั้น

 

 

แต่ฉันก็อาศัยอยู่ในบ้านนั้นต่อมาอีกหลายปี โดยได้ประสบการณ์ในการทำร้านอาหาร

และประสบการณ์ในการถูกรังแกจากคนรักของแม่มาหลากหลายเลยทีเดียว

 

หลังจากที่คนรักใหม่ของแม่เข้ามาในชีวิตฉัน ฉันก็มีอันต้องย้ายบ้านอีกหลายต่อหลายหน

แต่คราวนี้ ต่างจากเดิม  เพราะไม่ว่าจะเป็น อพาร์ตเม้นท์ คอนโด ทาวเฮ้าส์ ที่ฉันอาศัยอยู่

สถานที่ต่างๆเหล่านั้น ก็ไม่ได้เป็นที่น่าจดจำ เท่ากับการได้รู้จักและอาศัยอยู่ร่วมกับ

ผู้ชายที่ฉันให้ความเคารพนับถือ และ อยากเรียกเค้าว่าพ่อสักครั้ง แต่ไม่มีโอกาส

 

ผู้ชายคนนั้นคือ คนรักใหม่ของแม่ ที่ฉันอยากให้เค้าเป็นพ่อแท้ๆของฉัน

คนที่ฉันเรียกเค้าว่า น้า แต่ให้ความเคารพรักดุจดังพ่อแท้ๆ

 

 

ครอบครัวเราที่ตอนนั้นเหลือแค่ ฉัน แม่ พี่สาว และ น้า(คนรักของแม่)

ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม บางทีก็ย้ายเพราะการทำงาน

บางทีก็ย้ายเพราะฉันกับพี่เข้าเรียนโรงเรียนใหม่ 

 

ในช่วงนั้นฉันมีความสุขมาก กับการได้อยู่บ้านที่มีกันพร้อมหน้าพร้อมตา

ถึงแม้บ้านที่เราอาศัยอยู่ จะไม่ใช่บ้านของเราจริงๆก็ตาม

 

 

แต่...ความสุขของฉันก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เมื่อจู่ๆวันนึง

คนที่ฉันอยากให้เค้าเป็นพ่อ  กลับหายไปจากชีวิตของฉัน

โดยไม่มีแม้แต่คำลา  มันเป็นเรื่องของคนสองคน ระหว่างเค้ากับแม่ของฉัน

ฉันพอจะรู้สาเหตุของการจากไป แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สนใจเรื่องของตัวเอง

ที่ตอนนั้นก็ดูเหมือนจะออกนอกลู่นอกทาง จนลืมสนใจคนในบ้าน

 

สุดท้าย บ้านของฉันก็เหลือแค่ฉัน แม่ และพี่สาว 

 

เมื่อไม่มีผู้นำ  แม่เลยต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และ ก็ต้องไปทำงานต่างจังหวัด

ทำให้ฉันกับพี่สาวต้องอยู่ด้วยกันสองคน

 

ช่วงเวลาต่อจากนั้นหลายปี ฉัน แม่ และพี่สาว ก็ย้ายบ้านไปเรื่อยๆ

ตามแต่สถานการณ์ในแต่ละปี  ถ้าปีไหนมีเงิน เราก็อยู่ตึกแถว เปิดกิจการเล็กๆ 

 ปีไหนมีปัญหา เราก็ย้ายไปอยู่ห้องเช่า ตามที่ต่างๆ

 

เพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่รู้สึกว่า  ฉันมีบ้านที่เป็นของฉันจริงๆ

บ้านที่รู้สึกอยากกลับไปพัก เมื่อเหนื่อยจากการทำงาน การเรียน

ที่ทำได้ก็แค่กลับไปซุกตัวนอนในห้องเช่าเล็กๆ  ที่มองไปก็มีแต่ผนัง

 

จนวันนึง ที่แม่ของฉัน สามารถเก็บเงินจากการทำงานได้ส่วนหนึ่ง

 

แม่ซื้อบ้านหลังนึง ให้พวกเราสามคนมาอยู่ด้วยกัน จนถึงวันนี้

แต่แม่ก็ยังกลับมาอยู่บ้านอย่างถาวรไม่ได้ เพราะยังต้องทำงานเพื่อหาเงิน

เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และยังต้องส่งเงินให้ฉันกับพี่สาวเรียนหนังสือด้วย

 

ฉันเริ่มรู้สึกว่า ที่ๆฉันอยู่พอจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านของฉันขึ้นมาบ้าง

แต่ถึงอย่างนั้น  คำว่าบ้าน ในความหมายที่แท้จริง มันมีทั้งในแง่วัตถุ

และในแง่ของความรู้สึก  ถ้าหากเราจะเรียกบ้านที่เป็นหลังๆนั้นว่า บ้าน

ฉันก็คงพูดได้ว่า  นี่คือ บ้านของฉัน ถึงมันจะเป็นชื่อของแม่ก็เถอะ

 

 

แต่...หากถามความรู้สึกของฉันจริงๆ  ฉันก็ยังคงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน

เพราะเอาเข้าจริงๆ ฉันก็คิดว่า  ฉันสามารถไปจากบ้านหลังนี้ได้ตลอดเวลา

หากวันนึง  ฉันมีที่ที่อยากไปอยู่  หรือ รู้สึกว่าไม่อยากอยู่ร่วมกับคนในบ้านอีกแล้ว

 

จนกระทั่ง หลายวันมานี้ ก่อนที่จะลงมือเขียน ฉันนึกคิดไปเรื่อยๆ

ว่ามีบ้างมั้ยนะ ที่ๆฉันอยากจะอยู่ไปตลอดชีวิต และเรียกมันได้เต็มปากว่า

นี่คือ บ้านของฉัน  บ้านที่ฉันอยากกลับไปพักผ่อนในเวลาที่เหนื่อยล้า

บ้านที่ฉันอยากมีความทรงจำทั้งสุขและทุกข์ในช่วงชีวิตที่เติบโตขึ้นทุกวันๆ

 

 

แล้วอยู่ๆ ฉันก็นึกถึงแผ่นดินไทย ประเทศไทย ที่ๆรวมทุกบ้านที่ฉันเคยอาศัยอยู่

และอาจจะได้ไปอยู่ทั้งหมดนี่แหละ  มันอาจจะฟังดูยิ่งใหญ่

หรืออาจจะดูน่าหมั่นไส้ในสายตาของใครหลายๆคน

 

แต่ฉันก็คิดแบบนั้นจริงๆ  เพราะเมื่อมานึกดูดีๆแล้ว  ตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ฉันคิดจะไปอยู่หรือใช้ชีวิตในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย

แต่ไม่มีสักครั้ง ที่คิดอยากจะไปอยู่ต่างประเทศหรือผืนแผ่นดินอื่น

 

จะด้วยเรื่องของนิสัยใจคอ อาหารการกิน หรือ วัฒนธรรมใดๆก็ตามแต่

ถึงแม้ว่า ประเทศไทยนี้ จะไม่เจริญเท่าประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศ

ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม  รวมถึงทุกๆด้าน

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังอยากอาศัยอยู่ในประเทศไทย

 

ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแบบนี้เหมือนกัน  ทั้งๆที่ จริงๆแล้ว

ฉันก็ไม่ใช่คนที่รักชาติ จนถึงกับต้องมาป่าวประกาศว่ารักชาติ

และจะกู้ชาติหรือทวงชาติมาจากใครหรืออะไร แต่อย่างใด

 

ฉันเพียงแต่มีความรู้สึกว่า ฉันไม่อยากเห็นประเทศไทย

ต้องพบกับความล่มจม หายนะใดๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะฝีมือมนุษย์

ไม่ว่าจะเป็นชาติใดก็ตาม  ฉันรู้สึกเศร้าใจทุกครั้ง

เมื่อเห็นคนในบ้านเดียวกับฉัน ต้องทะเลาะกัน ทำร้ายกัน

และรบราฆ่าฟันกัน  อย่างเช่นที่มันเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เวลานี้

 

 

ฉันอยากให้บ้านของฉัน มีความสงบสุข มีสันติ มีความเกื้อกูลแก่กัน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว  มันเป็นไปได้ยากมาก เพราะคนในบ้าน

ไม่มีความสามัคคีกันมากพอที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นได้

สมาชิกในบ้าน ต่างไม่มีใครยอมใคร มีแต่อยากจะเอาชนะ

อยากพิสูจน์ยืนยันว่า สิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้องและเป็นจริงตามนั้น

 

บ้านของฉันในวันนี้จึงวุ่นวายและหาความสงบสุขไม่ได้เลย

 

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังหวังว่า  ประเทศไทย แผ่นดินที่ฉันรู้สึกว่า คือบ้านของฉัน

จะได้พบเจอกับความสุขบ้าง แม้มันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่า ตัวเองเป็นคนไร้ราก  ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง

แต่ ณ วันนี้ ฉันเข้าใจและรู้แล้วว่า  ประเทศไทย ก็คือ "บ้านของฉัน"

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เมืองไทย ...

บ้านเรานิเอง เนอะ

big smile big smile big smile big smile
รักกันไว้เถิดประเทศไทย ^^

#1 By [มู๋ดีฟ*] on 2008-11-02 17:57

นั่นสิ
เมื่อไหร่ที่คนร่วมบ้านเดียวกันกับเรา
จะรู้สึกลึกซึ้งถึงคำว่า แตกต่างทางความคิด
ไม่ใช่แตกแยก อย่างทุกวันนี้ซักที

#2 By แม่พุดจีบ on 2008-11-02 17:57

ขึ้นต้นมาเปนบ้านฉัน

ไหงลงท้ายมาบ้านเมือง embarrassed

#3 By * I'm Gray~~ on 2008-11-02 20:51